เปิดตำนานฟุตบอลโลก : ชิลี 1962

ศึกฟุตบอลโลก 1962 มีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เริ่มจัด เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ ขู่บอยคอตต์จากการแข่งขัน หาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ยังเลือกที่จะจัดฟุตบอลโลกบนแผ่นดินยุโรปต่อไป

สุดท้ายที่ประชุม ฟีฟ่า มีมติให้ ชิลี เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1962 ด้วยคะแนนโหวตเหนือ อาร์เจนตินา 32 ต่อ 11 เสียง และเริ่มเตะรอบคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 1960 แม้ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ชิลี จะโดนแผ่นดินไหวถล่มอย่างหนักก็ตาม

โดยแผ่นดินไหวครั้งนั้นถือว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยวัดความสั่นสะเทือนได้ 9.5 ริกเตอร์ เข้าเล่นงานทางตอนใต้ของ ชิลี และไหวอยู่นานกว่า 5 นาที ตามด้วยสึนามิความสูงประมาณ 24 เมตร ซึ่งส่งผลกระทบไปไกลถึง ฮาวาย และ ญี่ปุ่น

ผลสรุปที่ตามมาคือเมืองใหญ่ 3 เมืองของ ชิลี ราบเป็นหน้ากลอง ไม่นับรวมเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายแห่ง มูลค่าความเสียหาย 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 5,700 คน อีก 20,000 ชีวิต ไร้ที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ลดความน่าสนใจ เมื่อมี 57 ประเทศทั่วโลก ส่งทีมเข้าชิงชัยเพื่อลุ้นโควตาอีก 14 ใบ ตามไปสมทบกับเจ้าภาพ ชิลี และแชมป์เก่า บราซิล ในรอบสุดท้าย

ซึ่งก็เหมือนเฉกเช่นทุกครั้งที่รอบคัดเลือกมักจะสร้างมนต์เสน่ห์ให้กับฟุตบอลโลกเสมอ เมื่อ สวีเดน, ฝรั่งเศส และ ออสเตรีย ที่ทะลุเข้าถึงรอบตัดเชือกในศึกฟุตบอลโลก 1958 พาเหรดกันร่วงตกรอบคัดเลือก

สุดท้าย อาร์เจนตินา, บัลแกเรีย, โคลอมเบีย, เชโกสโลวาเกีย, อังกฤษ, ฮังการี, อิตาลี, เม็กซิโก, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, อุรุกวัย, สหภาพโซเวียต, เยอรมันตะวันตก, ยูโกสลาเวีย คือผู้ที่ได้สิทธิตามไปสมทบกับ ชิลี และ บราซิล

กระนั้นการโยกไปเล่นให้ สเปน ของ เฟเรนช์ ปุสกัส (ฮังการี), โฆเซ่ ซานตามาเรีย (อุรุกวัย) และการโยกไปเล่นให้ อิตาลี ของ เจา อัลตาฟินี่ (บราซิล) ทำให้ ฟีฟ่า ต้องออกกฏห้ามมิให้นักเตะคนใดหลังจากนี้เปลี่ยนไปเล่นให้ชาติอื่น หากลงสนามในเกมอย่างเป็นทางการไปแล้ว

แล้วศึกฟุตบอลโลก 1962 ก็อุบัติขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้ ชิลี ใช้สนามในการแข่งขันเพียง 4 สนามเท่านั้น แถมมีแค่เอสตาดิโอ นาซิอองนาล เท่านั้น ที่ความจุทะลุ 60,000 คน นอกนั้นความจุน้อยกว่า 20,000 คน

แต่การแข่งขันก็ยังดำเนินไปได้ด้วยดี แม้การหันมาเน้นเกมรับมากขึ้นของหลายๆ ชาติ ทำให้ในรอบแรกมีการพังประตูเฉลี่ยเกมละ 2.78 ลูก ซึ่งน้อยกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเกมที่น่าสนใจในรอบแรกย่อมหนีไม่พ้นแมตช์ที่ ชิลี เอาชนะ อิตาลี 2-0 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “The Battle of Santiago”

เกมดังกล่าวลงเล่นต่อหน้าแฟนบอล 66,057 คน ที่เอสตาดิโอ นาซิอองนาล ซึ่งเพียงแค่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ผู้เล่นทั้งสองทีมก็กรูกันเข้าใส่กันเหมือนโกรธแค้นแต่ชาติปางก่อน ร้อนถึง เคน แอสตัน ผู้ตัดสินชาวอังกฤษ ต้องไล่นักเตะ อิตาลี ออกจากสนามถึง 2 ราย

สุดท้าย ชิลี ได้ ไฮเม่ รามิเรซ กับ ฮอร์เก้ โตโร่ ซัดคนละประตู เอาชนะ อิตาลี 2-0 ซึ่งหลังจบเกมแฟนบอลต่างกรูกันลงมาในสนามหวังทำร้ายผู้เล่น “อัซซูรี่” แต่เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกันตัวออกไปได้อย่างปลอดภัย

เมื่อการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มเสร็จสิ้น สหภาพโซเวียต, ยูโกสลาเวีย, เยอรมันตะวันตก, ชิลี, บราซิล, เชโกสโลวาเกีย, ฮังการี และ อังกฤษ คือ 8 ชาติสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่ในการแข่งขัน ซึ่งต้องถือว่าไม่เซอร์ไพรส์มากนัก

โดยเจ้าภาพ ชิลี สร้างปาฏิหาริย์เอาชนะ สหภาพโซเวียต ที่มี เลฟ ยาชิน มือกาวจอมหนึบเฝ้าเสา และ วาเลนติน อิวานอฟ ดาวซัลโวยุโรปยืนค้ำในแดนหน้า หวุดหวิด 2-1 จากประตูชัยของ เอลาดิโอ โรฮาส

ขณะที่ บราซิล ซึ่งไม่มี เปเล่ ที่บาดเจ็บมาจากรอบแบ่งกลุ่ม ลงทำศึกกับ อังกฤษ ที่มี บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ บ็อบบี้ มัวร์ นำทัพ ปรากฏว่า การ์รินช่า ซัดคนเดียว 2 ประตู ให้ “เซเลเซา” ผ่านเข้าไปเจอกับ ชิลี ในรอบรองชนะเลิศ

ส่วนอีกสาย เยอรมันตะวันตก ที่นำโดย อูเว่ ซีเลอร์, เฮลมุต ฮัลเลอร์ และ ฮันส์ เชเฟอร์ สามประสานในแดนหน้า พลาดท่าปราชัยต่อ ยูโกสลาเวีย 0-1 ส่งผลให้ ยูโกสลาเวีย ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปเจอกับ เชโกสโลวาเกีย ที่เอาชนะ ฮังการี 1-0

ซึ่งต่อมา อดอล์ฟ เชเรอร์ จัดการซัดคนเดียว 2 ประตู นำ เชโกสโลวาเกีย ทุบ โยโกสลาเวีย 3-1 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นทีมแรก โดยไปพบกับ บราซิล ที่ไล่อัดเจ้าภาพ ชิลี สบายเท้า 4-2 ท่ามกลางอาการบาดเจ็บของ การ์รินช่า และ เปเล่

สุดท้าย การ์รินช่า ฝืนลงเล่น แม้ไม่อาจยิงประตูให้ทีมได้ แต่ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น นำ บราซิล ป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จด้วยชัยชนะเหนือ เชโกสโลวาเกีย 3-1 ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ การ์รินช่า ในเส้นทางนักเตะ   sbobet mobile

 

สรุปผลฟุตบอลโลก 1962

แชมป์ : บราซิล (สมัยที่ 2)

รองแชมป์ : เชโกสโลวาเกีย

อันดับ 3 : ชิลี

อันดับ 4 : ยูโกสลาเวีย

ดาวซัลโว : การ์รินช่า, วาว่า (บราซิล), เลโอเนล ซานเชซ (ชิลี), ฟลอเรียน อัลแบร์ต (ฮังการี), วาเลนติน อิวานอฟ (สหภาพโซเวียต), ดราซาน เยร์โควิช (ยูโกสโลวาเกีย) 4 ประตู

นักเตะยอดเยี่ยม : การ์รินช่า (บราซิล)

ดาวรุ่งยอดเยี่ยม : ฟลอเรียน อัลแบร์ต (ฮังการี)

ยอดผู้ชม : 893,172 คน เฉลี่ย 27,912 คนต่อเกม

จำนวนแมตช์ : 32

จำนวนประตู : 89 ประตู เฉลี่ย 2.78 ประตูต่อเกม

 

ทีมยอดเยี่ยม

ผู้รักษาประตู : วิเลียม สครอยฟ์ (เชโกสโลวาเกีย)

กองหลัง : ชัลม่า ซานโต๊ส (บราซิล), เซซาเร่ มัลดินี่ (อิตาลี), วาเลรี่ โวโรนิน (สหภาพโซเวียต), คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ (เยอรมันตะวันตก)

กองกลาง : มาริโอ ซากัลป์โล่, ซิโต้ (บราซิล), โจเซฟ มาโซปุสต์ (เชโกสโลวาเกีย)

กองหน้า : วาว่า, การ์รินช่า (บราซิล), เลโอเนล ซานเชซ (ชิลี)

0 Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *